sariktakamol's profileSarikyBlogListsGuestbookMore ![]() | Help |
SarikyHiggledy-Piggledy... Thanks for visiting!
|
November 12 ความคิดคนTake a good look at an apple tree. มองดูต้นแอ๊บเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี There might be five hundred apples on the tree, each with ten seeds. That’s a lot of seeds! มันอาจจะมีผลแอ๊บเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด มันจึงเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย We might ask, “Why would you need so many seeds to grow just a few more trees?” เราอาจจะถามว่า “ ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอ๊บเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้นา Nature has something to teach us here. It’s telling us: “Most seeds never ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง.. มันกำลังบอกเราว่า “ มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ไม่ได้เจริญงอกงาม ” So if you really want to make something happen, you had better try more than once.” ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่าแค่ 1 ครั้ง This might mean: นี่อาจจะหมายถึง You’ll attend twenty interviews to get one job. คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง You’ll interview forty people to find one good employee. คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดี ๆ สักคน You’ll talk to fifty people to sell one house, car, vacuum cleaner ,insurance policy, idea...... คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง , รถยนต์ , เครื่องดูดฝุ่น , กรมธรรม์ประกัน หรือไอเดีย And you might meet a hundred acquaintances to find one special friend.
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยเพื่อที่จะเจอเพื่อนดี ๆ สักคน When we understand the “Law of the Seed”, we don’t! get so disappointed. เมื่อเราเข้าใจ "กฎของเมล็ดพันธุ์" เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง
We stop feeling like victims. Laws of nature are not things to take personally. We just need to understand them - and work with them. เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรง ๆ เราเพียงแค่ ต้องเข้าใจและลอง ค่อยๆ ปฏิบัติดู IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ Successful people fail more often. They plant more seeds.
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเค้าก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า(ถึงจะประสบความสำเร็จ)
When Things Are Beyond Your Control here’s a recipe for permanent misery…....... เวลาอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด … สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ a) Decide how you think the world SHOULD be. 1) ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ง b) Make rules for how everyone SHOULD behave. 2) ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง Then, when the world doesn’t obey your rules, get angry! That’s what miserable people do! และ.. เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ … ก็โกรธซะ !! นั่นแหละ คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเค้าทำ กัน Let’s say you expect that: เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า Friends SHOULD return favors. เพื่อน ควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้างะ People SHOULD appreciate you. ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ Planes SHOULD arrive on time. เครื่องบิน น่าจะลงตรงเวลา Everyone SHOULD be honest. ทุก ๆ คนควรจะซื่อสัตย์ Your husband SHOULD remember your birthday. สามี (แฟน) ควรจะจำวันเกิดคุณได้ These expectations may sound reasonable. ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล But often, these things won’t happen! So you end up frustrated and disappointed.
แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และ มันก็จบลงที่.. คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง There’s a better strategy. Have less demands. Instead, have preferences! มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน For things that are beyond your control, tell yourself: สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า ” I WOULD PREFER AN “A”, BUT IF “B” HAPPENS, IT’S OK TOO!” เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี … ก็โอเค ได้เหมือนกัน็น This is really a game that you play in your head. It is a shift in attitude, and it gives you more peace of mind ... มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น You prefer that people are polite ..but when they are rude, it doesn’t ruin your day. You prefer sunshine ... but rain is ok! คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา..มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ คุณอาจจะอยากให้ ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก.. ก็โอเค
To become happier, we either need to ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่
a) change the world, or เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ b) change our thinking. It is easier to change our thinking! เปลี่ยนแปลงความคิดเราเอง เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ It’s not what happens to you that determines your happiness. สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ It’s how you think about what happens to you. แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ July 20 Somebody, Everybody, Anybody, and NobodyThis is a story told about four people named Somebody, Everybody, Anybody and Nobody. There was one important job to be done. Everybody was sure that Somebody would do it, but Nobody did it. Somebody got angry about it because it was Everybody's job. Everybody thought Anybody could do it. Nobody realized that Everybody wouldn't do it. It ended up that Everybody blamed Somebody when Nobody did what Anybody could have done. ~Author Unknown~ July 04 เพราะชีวิตคือชีวิต_เขียนเองเพราะชีวิตคือชีวิต
มีหวาน เปรี้ยว ขม เค็ม เผ็ด หลากหลายรส
ว่ามั้ย........................
หลายปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าลืมมองเห็นคุณค่าของตัวเอง
แทนค่าของตัวเองด้วยวัตถุมากกว่าความรู้สึก ไม่ดีเลยเนอะว่ามั้ย
เข้าใจอะไรผิดมากไปรึเปล่านะ สำหรับชีวิต...
มาวันนี้ ใช่ว่าจะกระจ่างชัดในความหมายที่ถามถึง
แต่เริ่มเห็นเค้าของคำตอบมาบ้าง
ทุกวันนี้ อุ๋ม ยังหาความสุขจริงๆไม่ได้เลย
ทำงานไปวันๆ จบสิ้นวันนั้นด้วยการนอนสลบไสล
เพื่อมาพบกับวันใหม่ด้วยการตื่นอย่างสะลึมสลือ
อนาคตที่วาดฝันไว้เหมือนตอนเด็ก จางหายไปไหนกัน
จริงๆไม่หวังอะไรมากมาย แค่ได้เที่ยวพักผ่อนตามที่อยากไป
มีกินมีใช้พอประมาณ ในครอบครัวที่อลเวง อิอิ
เท่านั้ก็พอ เพราะว่าความสุขไม่ใช่การไม่มีปัญหา
แต่ความสุข เป็นการอยู่กับปัญหาและจัดการกับมันได้
นอกจากนี้ ถ้าพอมีเงินเก็บก็อยากที่จะมีสถานที่สักแห่ง
ที่ตกแต่งพร้อมต้อนรับเพื่อนพี่น้องมาเยือน...
รวมถึงลูกค้าซึ่งไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นของแถมทางธุรกิจ
หมายถึง รีสอร์ตเล็กๆ ซึ่งคงต้องหาหุ้นส่วนมาร่วมจัดสรร
สิ่งต่างๆให้พร้อมสรรพ์ ใครสนใจในไอเดียนี้กับเราก็ร่วมกัน
สร้างมันขึ้นมา สานฝันร่วมกัน...ยินดี
อีกฝันเล็กๆที่อยากเผื่อแผ่คนอื่น จนมันดูใหญ่ขึ้น
ก็คือการมีห้องสมุด ให้บริการแก่ผู้ด้อยโอกาส เล็กๆนะ
ขอเน้นว่า เล็กๆ เพราะความรู่ ไม่ได้อยู่ที่ขนาดของห้อง
ไม่ได้อยู่ที่ความสยงามของอาคารสถานที่
แต่อยู่ที่ ความรู้ที่มีให้ และ จิตใจใฝ่รู้ของผู้เรียนเท่านั้น
มันจะเป็นจริงใดหรือไม่ คงต้องอาศัยวันนี้ปูทางไปนะ
เห็นด้วยมั้ย.....
ไม่เป็นไร หากวันต่อไปฝันจะเปลี่ยน เพราะอย่างน้อย
เราก็ยังมีฝัน ให้ชีวิตมีสีสันขึ้นมาสักหน่อย
อิอิ
June 25 การให้....มีชาย 2 คน ทั้งคู่เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลเดียวกัน อยู่ในห้องพักคนไข้รวม 2 เตียงในห้องเดียวกัน ทั้งคู่ต่างมีอาการเจ็บป่วยที่สาหัสพอๆกัน คนหนึ่งเป็นโรคปอดบวมขั้นสุดท้าย หมอแนะนำให้เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงวันละ1 ชั่วโมงในช่วงบ่ายทุกวันเพื่อช่วยให้การละลายเสมหะจากปอดให้ไหลลื่นได้ดีขึ้น เตียงคนไข้ปอดบวมตั้งอยู่ริมหน้าต่างส่วนเตียงของเพื่อนร่วมห้องตั้งอยู่อีกฟากของห้องคนไข้ ต้องนอนราบบนเตียงไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้ ทั้งสองคนฆ่าเวลาไปวันๆด้วยการพูดคุยในเรื่องต่างๆตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้าน ครอบครัวการงานที่เคยทำก่อนล้มเจ็บ ชีวิตในระหว่างที่เป็นทหารในกองทัพบก ฯลฯ
ทุกๆวันในช่วงบ่าย คนไข้โรคปอดจะลุกขึ้นนั่งและมองไปนอกหน้าต่างเพื่อระบายเสมหะตามคำแนะนำของแพทย์ เขาก็จะถือโอกาสบรรยายสิ่งที่มองเห็นข้างนอกหน้าต่างให้แก่เพื่อนร่วมห้องฟังการได้รับฟังเรื่องราวจากภายนอกนี้ ได้กลายเป็นความสุขอย่างเดียวที่คนนอนเจ็บอีกฟากห้องจะมีโอกาสได้รับในแต่ละวัน เวลาหนึ่งชั่วโมงช่วงบ่ายจึงกลายเป็นเวลาแห่งการรอคอยของคนไข้ที่นอนเจ็บอยู่ เขาจะได้รับฟังข่าวสารการเปลี่ยนของโลกภายนอกที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นหรือได้สัมผัสโดยตรง คนไข้โรคปอดที่อยู่ริมหน้าต่างเล่าให้เพื่อนฟังว่าสิ่งที่เขาเห็นนอกหน้าต่างเป็นสวนสาธารณะสวยงาม มีทะเลสาบกว้างขวางใหญ่โต มีเป็ดสีขาวระเริงเล่นน้ำ มีสวนดอกไม้บานสะพรั่งปลูกเป็นหย่อมๆดูสวยงาม ในทะเลสาบมีเรือล่องลอยไปมาดูผู้คนในเรือช่างมีความสุขยิ่งนัก หญิงสาวชายหนุ่มเดินคลอเคลียกันไปมาหลายคู่ช่างดูมีความสุขสดชื่นเหลือเกิน ริมทะเลสาบมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป ทำให้ทั่วบริเวรร่มรื่นและถ้ามองออกไปไกลๆจะเห็นตึกรามบ้านช่องสวยงามอยู่ไกลออกไปทุกอย่างล้วนดูสวยงามเป็นยิ่งนัก
ในขณะบรรยายความงดงามของธรรมชาติจากภายนอกอยู่นั้น คนเจ็บอีกฟากก็หลับตานึกสร้างภาพตามเรื่องที่ได้รับฟัง ทำให้เขามีความสุขสดชื่นยิ่งนักเสมือนหนึ่งตนได้เขาไปอยู่ในสวนสาธารณะด้วยตนเองเลยที่เดียว ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง คนไข้ริมหน้าต่างได้บอกเพื่อนรวมห้องอีกฟากว่ากำลังมีขบวนแห่ที่สวยงามเดินผ่านไป แม้ว่าคนนอนเจ็บ จะไม่ได้ยินเสียงดนตรีแต่เพราะได้บรรยายความสวยงามของขบวนแห่อย่างละเอียดลออ จนเขาสามารถเห็นภาพในใจได้อย่างชัดเจนราวกับเห็นด้วยตาตนเองที่เดียว เหตุการณ์ในทำนองนี้ได้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า เช้าวันหนึ่ง ขณะที่นางพยาบาลเดินมาที่เตียงคนไข้ริมหน้าต่าง เพื่อเช็ดตัวให้ตามปกติ ปรากฏว่าคนไข้ได้สิ้นลมเสียแล้ว เธอรู้สึกเสียใจ เพราะคนไข้ผู้นี้มีนิสัยดี ไม่เคยทำตัวเป็นภาระแก่เธอโดยไม่จำเป็น เมื่อบุรุษพยาบาลนำร่างไร้วิญญาณออกไปแล้ว เตียงริมหน้าต่างก็ว่างลง คนไข้ที่นอนเจ็บอีกฟากหนึ่งจึงขออนุญาตพยาบาลขอย้ายไปเตียงริมหน้าต่าง เพื่อจะได้เห็นทิวทัศน์ภายนอก นางพยาบาลก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอย้ายเตียงคนไข้ไปอยู่ริหน้าต่างแทนเตียงเก่าหลังแน่ใจว่าคนไข้ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เธอก็หันไปทำกิจอย่างอื่นในห้อง คนไข้อยู่ริมหน้าต่างรู้สึกดีใจมากเขาพยายามยันตัวในท่านั่งเพื่อจะได้เห็นทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่าง ในใจคิดว่าต่อไปนี้เราจะเห็นทุกอย่างด้วยตาตนเองเสียที เมื่อได้มีโอกาสมองไปนอกหน้าต่าง เขากลับเห็นแต่ฝาหนังทึบกั้นอยู่ ไม่ปรากฏมีทิวทัศน์สวยงามอย่างที่เคยได้ยินจากเพื่อนของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว คนไข้จึงหันไปถามนางพยาบาลว่าเพื่อนเขาที่เพิ่งเสียชีวิตไปได้บรรยายความสวยงาม ทั้งหลายตลอดระยะเวลาอันยาวนานได้อย่างไร นางพยาบาลกล่าวแก่เขาว่า ความจริงแล้วเพื่อนของคุณที่เพิ่งเสียชีวิตไปนั้นเป็นคนตาบอด เขาไม่ทางเห็นแม้กระทั่งกำแพงที่กั้นอยู่ด้วยซ้ำไป พยาบาลกล่าวยิ้มๆว่า “บางที่เขาคงพยายามให้กำลังใจคุณมากกว่า” บทสรุป การทำให้ผู้อื่นมีความสุขเป็นความสุขอย่างยิ่ง สำหรับผู้ให้ ตัวเราจะเป็นอะไรไม่สำคัญ การร่วมทุกข์อาจทำให้ความทุกข์แบ่งเป็นสองส่วนได้ แต่การร่วมสุข ผลได้กลับเป็นสองเท่าเสมอ ถ้าอยากรู้สึกว่าตนเองรวย ก็ให้สำรวจสิ่งทั้งหลายที่คุณมีซึ่งไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน สิ่งที่คุณมีและเงินซื้อไม่ได้ก็คือ “การที่คุณมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะนี้ไง” ฉะนั้นจงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันคือ “ของขวัญ”ที่คุณทุกคนล้วนได้มาโดยธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ “Today is a gift, that’s why it is called the present.” June 23 เรื่องของอาม่า...ครั้งหนึ่ง มีบ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆคนหนึ่ง อาม่าแก่มากและไม่แข็งแรง มีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาที่อาม่าทานข้าวร่วมกับครอบครัว อาม่าจะถือชามข้าวได้ลำบากและทำข้าวหกลงบนโต๊ะตลอด เวลาลูกสะใภ้อาม่ารำคากับเรื่องนี้มาก จึงปรึกษากับสามี ว่าเวลาอาม่าทานข้าวเขาจะทำข้าวหก เกลื่อนโต๊ะ นางทนไม่ได้เพราะมันทำให้รู้สึกกินข้าวไม่ลง สามีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถทำให้อาม่าหายมือสั่นได้ ...อีกไม่กี่วัน ลูกสะใภ้ ก็พูดกับสามีเรื่องนี้อีกว่าจะไม่แก้ไขอะไรเลยหรือ นางทนไม่ได้แล้ว หลังจากโต้เถียงกันไปสักพัก สามีก็ยอมตามภรรยา โดยเมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาจะจัดให้แม่นั่งแยกโต๊ะต่างหากเพียงคนเดียว และใช้ถ้วยข้าวถูกๆ บิ่นๆ เพราะอาม่าทำถ้วยแตก บ่อยๆ .... เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก เพราะอาม่าก็ไม่มีปัาจะแก้ไขอะไรได้ นางนึกถึงอดีตที่นางเลี้ยงดูลูกชายด้วยความรักเสมอมา นางไม่เคยบ่นต่อความเหนื่อยยาก และเวลาที่ลูกชายเจ็บไข้นางก็ดูแลอย่างดี เวลาลูกชายมีปัหาก็ช่วยแก้ไขทุกครั้ง แต่ตอนนี้อาม่ารู้สึกว่าถูกทิ้ง อาม่าเสียใจมาก ....หลายวันผ่านไป อาม่ายังเศร้าใจ รอยยิ้มเริ่มจางหายไปจากใบหน้าของเขา หลานชายน้อยๆของอาม่าซึ่งเฝ้าดูทุกอย่างมาตลอดก็เข้ามาปลอบใจและบอกคุณย่า ว่า เขารู้ว่าคุณย่าเสียใจมากที่พ่อแม่ของเขาทำแบบนี้ แต่หลานชายมีวิธีที่จะให้อาม่ากลับไปทานข้าวรวมกับทุกคนได้ ....ความหวังเริ่มเกิดขึ้นในหัวใจของหญิงชรา จึงถามหลานชายว่าจะทำอย่างไร หลานก็ตอบว่า เย็นนี้ให้คุณยายแกล้งทำชามของคุณยายตกแตกเหมือนกับไม่ได้ตั้งใจ อาม่าได้ฟังก็แปลกใจ แต่เด็กน้อยยืนยันว่าให้คุณยายทำตามที่บอกที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของหลานเอง ..... และแล้วเมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราก็ตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด เพื่อจะดูว่าหลานมีแผนอะไร หญิงชรายกถ้วยข้าวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้นแล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้นเหมือนกับหลุดมือ ถ้วยข้าวเก่าๆแตกกระจายยับเยิน ลูกสะใภ้เห็นถ้วยแตก เสียหายก็ลุกขึ้นเตรียมจะด่าว่าอาม่า แต่ลูกชายตัวน้อยของนางกลับชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า"คุณยาย ทำไมทำชามแตกหมดเลย หนูกะว่าจะเก็บไว้ให้คุณแม่ใช้ตอนแก่นะ" ....ลูกสะใภ้เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนี้ก็หน้าซีดและด่าอาม่าไม่ออกอีก ต่อไป นางรู้ทันทีว่าสิ่งที่นางทำจะเป็นตัวอย่างให้ลูกชายของนางปฏิบัติเมื่อนางแก่ตัวลง นางรู้สึกอับอายและสำนึกกับการกระทำของตัวเอง ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนก็ทานข้าวรวมกันมาตลอด June 19 คำนี้ เค้าว่าคม คุณคิดว่า คมดังคำเค้าว่า ไหม....คนพาลถ้าจริงใจก็ไม่ผิด คบบัณฑิตไม่จริงใจก็ไร้ผล ทำดี ย่อมได้ดี ทำอัปปรีย์ มันจะได้ดีได้ยังไง บางสิ่งเราก็ไม่ควรจำ...ถ้ามันทำให้ใจเจ็บ แต่บางสิ่งเราก็ควรจะเก็บ..ถ้ามัน เป็นความเจ็บที่น่าจำ! อย่ามีหัว..ไว้ให้แค่ผมขึ้น.(รู้จักใช้ซะบ้าง สมองอ่ะ..เดี๋ยวมันจะฝ่อ) ความดีก็เหมือนกางเกงใน ต้องมีติดตัวไว้แต่ไม่ต้องเอามาโชว์ เจ็บแล้วจำ คือ คน เจ็บแล้วทน คือควาย พอใจเท่าที่มี...ยินดีเท่าที่ได้ สิ่งที่สอนคนเราไม่ได้ ก็คือ "สามัญสำนึก" ไปให้สุด..........แล้วหยุดแค่คำว่าพอ........ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร จงซื่อสัตย์กับแฟนตัวเอง แล้วจงครื้นเครงกับแฟนคนอื่น(จะดีไหมหว่า) หากเดินตามรอยเท้าคนอื่น ก็ไม่มีวันมีรอยเท้าเป็นของตัวเอง มาสาย กลับก่อน นอนกลางวัน มันส์กลางคืน สุราไม่ได้สร้างวีระบุรุษ......แต่วีรบุรุษก็ขาดสุราไม่ได้ ความพยามครั้งที่100 ดีกว่าคิดท้อถอยก่อนที่จะทำ ทำคืนนี้ให้ดีที่สุด และอย่าหยุดถ้าไม่ถึงจุดสุดยอด (อันนี้ขำขำแอบทะลึ่งเล็ก น้อย) When the candle are out, all women are fair (ทุกนาง...งามสรรพ...เมื่อดับ เทียน 555) สุขใดไม่เท่า ล้วงกระเป๋า แล้วเจอตังค์ 555 คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด..คนฉลาดย่อมเป็นเหยื่อของ..คนฉลาดที่แกล้งโง่ สามีคือเป้าหมาย ผู้ชายคือทางผ่าน คบเด็กคือนิพพาน ขึ้นคานคือตายทั้งเป็น การดื่มเหล้าให้เมาไม่ใช่ยี่ห้อของสุรา..การศึกษาคือความรู้ที่ได้มาไม่ใช่สถาบัน We can't dip into the future = อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ยามศึกเรารบ ยามสงบเราปฏิวัติ (อันนี้ขำขำนะ อย่าเครียด เอิ้ก ๆ ๆ ) อ่อนโยน แต่อย่าอ่อนแอ เมียซื้อเงินสด รถซื้อเงินผ่อน (สำหรับคนจะแต่งงาน อิอิ) ถ้าคนเราไม่ปล่อยวางอดีต ก็จะไม่รู้จักอนาคต มนุษย์ แท้จริงแล้วไม่ได้โตด้วยอาหาร แต่โตได้ด้วยความลำบาก เมียรวยช่วยเราได้ (555) เพื่อนกิน เพื่อนกัน เพื่อนกินไม่ทัน เพื่อนกันเอาไปกิน ชะตาฟ้าลิขิต...แต่ชีวิตนะของกู รักแท้ต้องแย่งชิง..รักจริงต้องปล่อยไป ตัดกระดาษต้องใช้กรรไกร .แต่ตัดใจต้องใช้เวลา กาเม มอระนัง ทุกขัง โลเก...(กามตายด้านเป็นทุกข์ในโลก) รักดีกินถั่ว รักชั่วกินเหล้า..รักดีรักชั่ว กินถั่วแกล้มกะเหล้า เอิ้ก ๆ ๆ สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ "การที่คนดีนิ่งดูดาย" กำขี้ดีกว่ากำตด แต่ถ้ากำขี้สดๆกำตดจะดีกว่ากำขี้ ทำแล้วเสียใจ ยังดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ จุดยืนของเราทุกคนคือ ส้นตีน กระบี่อยู่ที่ใจ แค่ไม้ไผ่ก้อไร้เทียมทาน เห็นงานเป็นลม เห็นนมสู้ตาย สู้ว้อยยยยยยยยยย ตัวอย่างที่ดี...มีค่ากว่าคำสอน ดี-ชั่ว ไม่ได้เป็นกรรมพันธุ์... May 12 นี่แหล่ะความเสียใจ...อ่านดูซะหน่อย เผื่อได้ข้อคิดดีๆจากตรงนี้... ผมเป็น PRODUCER ของ วง POTATO และเป็นคนเขียนเพลงให้ POTATO มาตลอด ...แต่ผมไม่เคยมาเล่าที่มาของ เพลงแต่ละเพลงในเว็บไซด์นี้เลย แต่ผมอยากมา เล่าที่มาของเพลงๆนึงใน อัลบั้ม SENSE ชื่อเพลง นี่แหละ ...ความ เสียใจ เรื่องก็มีอยู่ว่า ... ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนนึง เขาเพิ่งเลิกกับแฟนเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนผมทำใจไม่ได้กับการบอกเลิกของแฟนเขาซึ่งสัญญาว่า จะแต่งงานกับเขาในสิ้นปีนี้ เพื่อนผมเป็นคนต่างจังหวัดที่มาอยู่กทม. ครอบครัวของเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด เพื่อนผมจะกลับไปเยี่ยมบ้าน 5-6 เดือนต่อ ครั้ง... งานที่เพื่อนผมทำเป็นงานที่ ต้องใช้ความคิดอย่างมาก เพราะฉะนั้นทุก ครั้งที่เขากลับไปเยี่ยมบ้านจึงไม่มีใคร เคยบอกเลยว่าพ่อเขากำลังเป็นมะเร็ง เพราะกลัวลูกสาวคนนี้ไม่เป็นอันทำงาน อนึ่งความประสงค์นี้มาจากตัวพ่อของเขา เป็นคนขอร้องคนอื่นๆในบ้านให้ช่วยปิดเพื่อนผมด้วย เพราะเพื่อนผมเป็นกำลังหลัก ของบ้านนี้ น้องเขายังเป็นนักเรียนอยู่ยังไม่มี รายได้ แต่พอเพื่อนผมเสียใจจาก การที่ความฝันเรื่องแต่งงานพังลงก็เป็นธรรมดาของ ผู้หญิงที่ร้องไห้ฟูมฟาย หาคนระบายความทุกข์ จนในที่สุดก็ถึงคิวของแม่เขา เพื่อนผมโทรไประบายกับแม่ว่าตอนนี้ เสียใจมากไม่ค่อยมีไอเดียในการทำงาน แม่เขาจึงยอมบอกว่าถ้าตอนนี้ยังทำงานไม่ ได้กลับบ้านมาดูแลพ่อไหม ...เพื่อนผม เลยถามว่าพ่อเป็นอะไร... แม่ก็ บอกว่าเป็นมะเร็งในสมอง เพื่อนผมรีบกลับต่าง จังหวัดแล้ววิ่งไปกอดพ่อเขาทันที เพื่อนผมบอกว่าคำแรกที่ได้ยินคือ ...3 เดือนนะ ลูก หมอบอกว่าพ่ออยู่ได้อีก 3 เดือน...พ่อเขาถามซ้ำไปที่ใจเพื่อนผมว่า ....ลูกตา บวมๆนะ ร้องไห้เรื่องอะไรมารึ เปล่า เพื่อนผมจึงบอกว่าเลิกกับแฟนแล้ว แฟนคนที่หนูบอกว่าจะพามาให้พ่อ -แม่ รู้จักไง... พูดจบพ่อก็สวนว่าแค่ทะเลาะกันรึเปล่า พ่อ ยังอยู่อีกตั้ง 3 เดือนนะ ถ้าดีกันได้ก็ยังพามาทันนะลูก เพื่อนผมกอดพ่อเขาแน่น แล้วบอกว่าไม่ต้องพูดถึงคน แบบนั้นแล้วจ้ะพ่อ หนูจะอยู่กับพ่อตลอด 3 เดือน ...พ่อ เขาบอกคำสุดท้ายว่า พ่อลา ลูกไว้ก่อนเลยแล้วกัน เผื่อวันไหนพ่อหลับแล้วไม่ตื่น ขึ้นมาลาลูกก่อนกำหนด 3 เดือน... เพื่อนผมบอกว่าคำลาครั้งนี้มันกลบเสียงคำว่า เลิกกันในหัวของเขาที่ได้ยินจากแฟนคนนั้นสนิททันที ...และเพื่อนผมบอกผมว่าเพิ่ง รู้ว่าจริงๆแล้วความเสียใจมันเป็นแบบนี้เอง เขาขอให้ช่วยเขียนจากเรื่องนี้ของ เขาซึ่งผมเขียนเสร็จ หลังจากเขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง 2 วัน ...ผมอัดเพลงนี้ใส่ซาวด์เบ้าท์เป็นเทปไป ให้เพื่อนฟังโดยที่ยังเป็นเสียงผมร้องกับกีต้าร์โปร่งตัวเดียว หลังจากนั้นแม่ เขาโทรมาบอกว่าเพื่อนผมนั่งฟังเพลงนี้กันกับพ่อของเขากันหลายรอบ จนถึงเมื่อ 2 วันก่อนพ่อเขาได้เสียชีวิตลง...เพื่อนผมก็อปปี้เทปม้วนนี้ แล้วใส่ไปในกระเป๋าเสื้อพ่อของเขา หวังว่าพ่อเขาจะได้ฟังเพลงๆนี้บนสวรรค์พร้อมๆกับที่เขายังจะฟัง อยู่ในโลกปัจจุบันที่พวกเราอยู่กัน ขอบคุณแรง บันดาลใจจากเธอ มากๆ... ฟองเบียร์ +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ "นี่แหละความเสียใจ /POTATO" คำร้อง : ฟองเบียร์ ทำนอง : ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม เรียบ เรียง : แชมป์ จุลภมรศรี ทุกเรื่องราวที่เข้ามา ที่เจ็บและช้ำ จน ทำให้ฉันมีน้ำตา แม้ว่าทรมานเท่าไร ฉันเรียกมันว่าความ เสียใจ แล้วเรื่องราวในวันนี้ ที่เกิดและมันกำลังกระทบใจของ ฉัน ก็สอนให้ได้เรียนรู้ใหม่ ในคำที่ฉันเคยเข้าใจ สิ่งใดที่เคยได้เจอ กลายเป็นแค่เพียงเรื่องเล็กน้อยไปในพริบ ตา * เสียงของเธอที่ร่ำลาได้สอนให้รู้ว่า อย่าไปจำความช้ำที่มี นี่แหละคือความเสียใจ ความเสียใจมันเป็นอย่างนี้จำซะใหม่ ต้องเจ็บจนร้องไห้ โดยไม่อาย ต้องช้ำทุรนทุรายขนาดนี้ ที่ผ่านมามองย้อนไป ลองคิดดูบาง ทีก็เสียดายน้ำตา แต่เธอทำให้ได้รู้ว่า ค่าของน้ำตามันคู่ควร... กับการต้อง เสียเธอ แม้ฉันยืนแทบไม่ไหว แต่อยากขอพูดอะไรสักนิดนึงถึงเธอ ขอ โทษที่ไม่ดีเหมือนใคร และขอบคุณที่สอนให้เข้าใจ ว่าเรื่อง ที่ เคยได้เจอ มันก็แค่เพียงสิ่งเล็กน้อยที่เปลืองน้ำตา (*) ... เจ็บ วันนี้ทำให้รู้ว่า ค่าของน้ำตามันคู่ควร |
|||||||
|
|